สับ “ระบบสอบคัดเด็ก” ตัวการสร้างเหลื่อมล้ำ !!

&NewLine;<&excl;-- Google AdSense AMP snippet added by Site Kit -->&NewLine;<amp-auto-ads type&equals;"adsense" data-ad-client&equals;"ca-pub-7523620101348285"><&sol;amp-auto-ads>&NewLine;<&excl;-- End Google AdSense AMP snippet added by Site Kit -->&NewLine;<p>ฝ่ายวิจัย สสวท&period;ศึกษาสภาพการศึกษาไทย โดยมองผ่านผลการสอบ PISA ระบุการศึกษาไทยยังห่างไกลความเป็นเลิศ มีจุดอ่อนด้านลบ ต้องแก้ไขปรับปรุงรีบด่วน ชี้ &&num;8220&semi;ระบบ&&num;8221&semi; รับนักเรียนที่ใช้วิธีการสอบคัดเลือกเด็กเก่งเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำทั้งการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม ผนวกวัฒนธรรมเคารพผู้ใหญ่ ทำให้เป็นอุปสรรคการคิด วิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งการยกย่องคนมีชื่อเสียงให้มาทำงานด้านการศึกษาทั้งที่ขาดประสบการณ์ ทำให้การแก้ปัญหาไปไม่ถึงไหน รวมทั้งค่านิยมต้องให้ผู้อื่นบอก ส่งผลให้เกิดวงจรอุบาทว์กวดวิชาไม่จบสิ้น<&sol;p>&NewLine;<p><a href&equals;"http&colon;&sol;&sol;www&period;thaipost&period;net&sol;sites&sol;default&sol;files&sol;phrphrrn&lowbar;aiwthyaangkuur000&period;jpg"><img class&equals;"aligncenter" src&equals;"http&colon;&sol;&sol;www&period;thaipost&period;net&sol;sites&sol;default&sol;files&sol;phrphrrn&lowbar;aiwthyaangkuur000&period;jpg" alt&equals;"" width&equals;"515" height&equals;"340" &sol;><&sol;a><&sol;p>&NewLine;<p>ดร&period;พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &lpar;สสวท&period;&rpar; เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัย สสวท&period;ได้จัดทำเอกสาร &OpenCurlyDoubleQuote;Focus ประเด็นจาก PISA” ซึ่งจะเผยแพร่เป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ข้อมูลประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประเมินผลของ PISA ขณะนี้ เอกสารฉบับที่ 18 ประจำเดือนมิถุนายน 2560 เรื่อง &OpenCurlyDoubleQuote;PISA กับประเทศไทย &colon; ความจริงที่ต้องยอมรับ” ได้เผยแพร่แล้วที่ <a href&equals;"http&colon;&sol;&sol;pisathailand&period;ipst&period;ac&period;th&sol;pisa&sol;focus&sol;">http&colon;&sol;&sol;pisathailand&period;ipst&period;ac&period;th&sol;pisa&sol;focus&sol;<&sol;a><&sol;p>&NewLine;<p>เนื้อหารายงานแนวโน้มผลการประเมินของนักเรียนไทย เมื่อติดตามดูการขึ้นลงของคะแนนตั้งแต่ PISA 2000 ถึง PISA 2015 ในแต่ละช่วงของการประเมิน &lpar;ทุก 3 ปี&rpar; โดยเริ่มจากการประเมินที่มีวิชานั้นเป็นหลัก กล่าวคือ การอ่านตั้งแต่ PISA 2000 คณิตศาสตร์ ตั้งแต่ PISA 2003 และวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ PISA 2006 พบว่าการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผลการประเมินทางด้านวิทยาศาสตร์ในช่วง PISA 2009 และ PISA 2012 คะแนนเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง และกลับลดลงใน PISA 2015 เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนวิทยาศาสตร์ในภาพรวมมีคะแนนเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงไม่มีนัยสำคัญ จึงถือว่าไม่เปลี่ยนแปลง<&sol;p>&NewLine;<p>เมื่อผลการประเมินออกมาไม่เป็นที่พอใจ ระดับนโยบายและสาธารณะก็พุ่งเป้าไปที่ 3 เป้าหลัก คือ ครู นักเรียน และหลักสูตร แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบในระบบการศึกษาไทย คือการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการศึกษาใน พ&period;ศ&period;2542 ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากผลการประเมินใน PISA 2000 ซึ่งเก็บข้อมูลใน พ&period;ศ&period;2541 &lpar;และรายงานผลใน พ&period;ศ&period;2542&rpar; หลังจากการปฏิรูปการศึกษาแล้วผลการประเมินใน PISA 2003 และ PISA 2006 ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มหยุดตกต่ำลงใน PISA 2009<&sol;p>&NewLine;<p>หลักฐานจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ การศึกษาของธนาคารโลกชิ้นหนึ่ง บ่งชี้ว่า ความอ่อนด้อยของการศึกษาไทยส่วนหนึ่งมาจาก &&num;8220&semi;ระบบ&&num;8221&semi; แม้ว่ามีรายงานว่า การประเมินด้านการอ่านของนักเรียนไทยระหว่าง PISA 2000 กับ PISA 2006 มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัจจัยที่มาจากตัวนักเรียนเองส่งผลให้คะแนนเพิ่มขึ้น &lpar;6&period;3 คะแนน&rpar; แต่เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านระบบ กลับพบว่าส่งผลให้คะแนนลดลง &lpar;22&period;4 คะแนน&rpar; เป็นผลให้คะแนนรวมลดลง &lpar;16&period;1 คะแนน&rpar;<&sol;p>&NewLine;<p>รายงานจากฝ่ายวิจัยชี้ว่า ตัวแปรจากระบบที่ส่งผลกระทบทางลบ ได้แก่ การรับนักเรียนเข้าโรงเรียนโดยการคัดเลือกทางวิชาการ ซึ่งการคัดเลือกเช่นนี้ไม่มีปฏิบัติในหลายประเทศที่มีผลการประเมินสูง เช่น ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ เป็นต้น การแบ่งแยกกลุ่มนักเรียนตามความสามารถ เช่น การแยกนักเรียนไปอยู่ห้องคิง&sol;ห้องควีน หรือห้องโหล่ ทำให้นักเรียนอ่อนซึ่งมีจำนวนมากกว่านักเรียนเก่ง ขาดประสบการณ์ที่จะได้เห็นการเรียนของเพื่อน ขาดโอกาสจะแบ่งปันทั้งความรู้ ความคิด และวิธีการเรียนรู้จากเพื่อนวัยเดียวกัน<&sol;p>&NewLine;<p>ข้อมูลชี้อีกว่า ระบบโรงเรียนที่ปฏิบัติเช่นนี้มีคะแนนต่ำ นโยบายการแข่งขันสูงในการรับนักเรียน ทำให้นักเรียนเก่งไปรวมกันอยู่ในโรงเรียนดีที่สุด ทั้งทางด้านวิชาการและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของโรงเรียนและของนักเรียน จึงเป็นการแบ่งแยกชนชั้นไปโดยปริยาย และสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นผลลบต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ โรงเรียนที่ดีกว่ายังมีโอกาสได้ทั้งทรัพยากรการเรียนที่มีคุณภาพสูง ครูคุณภาพสูง ในขณะที่โรงเรียนอื่นทั่วไปขาดโอกาส ตัวแปรเหล่านี้ล้วนเป็นผลทางลบต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งสิ้น &lpar;OECD&comma; 2016&rpar;<&sol;p>&NewLine;<p>ตัวแปรจากสังคมและวัฒนธรรมของไทยเป็นระบบที่เชื่อฟังผู้มีอำนาจ คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนสำคัญหรือมีชื่อเสียง ดังนั้นในวงการศึกษาเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะใช้ความคิดเห็นจากบุคคลเหล่านั้น ซึ่งถ้าขาดพื้นฐานหรือประสบการณ์ด้านการศึกษา และไม่ได้คำนึงถึงผลการวิจัยที่ผ่านมา ก็นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลง<&sol;p>&NewLine;<p>&&num;8220&semi;นอกจากนี้ สาธารณชนไทยยังขาดวิจารณญาณ และมักเชื่อทันทีที่มีคนบอกอะไร โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล วัฒนธรรมการขาดความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์นี้ถูกส่งต่อเข้าไปในโรงเรียน นักเรียนไม่ได้ถูกฝึกให้คิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ การเรียนของนักเรียนจึงมักจบท้ายด้วยการกวดวิชา และเน้นการเรียนเพื่อสอบมากกว่าเพื่อความเข้าใจ&&num;8221&semi; รายงานเน้นย้ำ<&sol;p>&NewLine;<p>ด้านงบประมาณด้านการศึกษา จากข้อมูลที่สื่อระบุว่า &OpenCurlyDoubleQuote;ไทยใช้งบต่อหัวกับเด็ก 23&period;1&percnt; ของ GDP” นั้น รายงานวิจัยชี้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว ไทยมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพียง 4&period;0&percnt; ของ GDP เท่านั้น โดยตัวเลขที่อ้างค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ &lpar;&percnt; ของ GDP&rpar; นั้น ที่จริงไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะมีเงินใช้จ่ายทางการศึกษามากหรือน้อยเพียงใด อาจชี้บอกได้แต่ความตั้งใจของประเทศหนึ่งๆ ที่จะให้กับการ การเทียบ &percnt; ของ GDP จึงไม่ได้บอกข้อมูลอะไรมาก แต่ตัวเลขที่จะชี้วัดประสิทธิภาพการศึกษาได้คือ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสะสมต่อหัวมากกว่า<&sol;p>&NewLine;<p>เวลาเรียนหรือคุณภาพการใช้เวลาเรียนของไทยเมื่อเทียบกับฮ่องกง ที่ใช้เวลาเรียน 790 ชม&period;&sol;ปี ในขณะที่ไทยใช้เวลาเรียน 1&comma;200 ชม&period;&sol;ปี ถ้าให้ข้อมูลเพียงเท่านี้อาจทำให้ระดับนโยบายตกใจ และรีบลดเวลาเรียนก็เป็นได้ ที่จริงข้อมูล 1&comma;200 ชม&period;นั้นไม่ใช่สำหรับระดับมัธยมศึกษา นักเรียนไทยมีเวลาเรียนปกติตามตาราง 1&comma;000 ชม&period;&sol;ปี อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาเรียนต้องดูประกอบกับจำนวนวิชาที่เรียน การให้ลำดับความสำคัญแก่วิชาด้วย จากการสำรวจของ PISA ฮ่องกง มีเวลาเรียนตามตารางปกติ 697 ชม&period; แต่ให้เวลาเรียนคณิตศาสตร์ 267&period;6 นาที&sol;สัปดาห์ ขณะที่ไทยมีเวลาเรียน 1&comma;000 ชม&period;&sol;ปี แต่ให้เวลาเรียนคณิตศาสตร์ 205&period;9 นาที&sol;สัปดาห์ แสดงว่านักเรียนไทยใช้เวลาด้านอื่นๆ มาก ทำให้เรียนวิชาหลักได้น้อยกว่า และในระบบไทยยังให้นักเรียนทำการบ้านมาก หรือมอบหมายงานให้ทำเกินเวลาที่นักเรียนจะสามารถทำได้ นอกจากนั้น นักเรียนและพ่อแม่ยังนิยมการเรียนพิเศษนอกเวลา นักเรียนจึงไม่มีเวลาจะย่อย ทบทวนสิ่งที่เรียนมาจากโรงเรียน ข้อมูล PISA ชี้ว่า การใช้เวลาทำการบ้านมากและการเรียนพิเศษนอกเวลา ส่งผลกระทบทางลบต่อการเรียนรู้<&sol;p>&NewLine;<p>&&num;8220&semi;จุดยุติ &lpar;End Point&rpar; ต้องยอมรับความจริงว่าคุณภาพการศึกษาไทยยังห่างไกลความเป็นเลิศ การแก้ไขปรับปรุงจึงเป็นเรื่องรีบด่วน ผลการวิจัยที่ชี้ความอ่อนด้อยน่าจะเป็นจุดเริ่มของการแก้ไขที่ถูกจุดทั้งในด้านการจัดการทางการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมการไม่คิด เชิงวิพากษ์วิจารณ์ ความนิยมในการที่ต้องให้ผู้อื่นบอก การกวดวิชาก็เป็นผลพวงจากความนิยมนี้ ตัวแปรเหล่านี้ ผลการวิจัยชี้ชัดว่าส่งผลกระทบทางลบต่อคุณภาพการศึกษา&&num;8221&semi; รายงานสรุป&period;<&sol;p>&NewLine;<div id&equals;"wpdevar&lowbar;comment&lowbar;1" style&equals;"width&colon;100&percnt;&semi;text-align&colon;left&semi;"> &NewLine;&Tab;&Tab;<span style&equals;"padding&colon; 10px&semi;font-size&colon;16px&semi;font-family&colon;Arial&comma;Helvetica Neue&comma;Helvetica&comma;sans-serif&semi;color&colon;&num;000000&semi;">Facebook Comments<&sol;span> &NewLine;&Tab;&Tab;<div class&equals;"fb-comments" data-href&equals;"https&colon;&sol;&sol;www&period;krunhongonline&period;com&sol;amp&sol;&percnt;e0&percnt;b8&percnt;aa&percnt;e0&percnt;b8&percnt;b1&percnt;e0&percnt;b8&percnt;9a-&percnt;e0&percnt;b8&percnt;a3&percnt;e0&percnt;b8&percnt;b0&percnt;e0&percnt;b8&percnt;9a&percnt;e0&percnt;b8&percnt;9a&percnt;e0&percnt;b8&percnt;aa&percnt;e0&percnt;b8&percnt;ad&percnt;e0&percnt;b8&percnt;9a&percnt;e0&percnt;b8&percnt;84&percnt;e0&percnt;b8&percnt;b1&percnt;e0&percnt;b8&percnt;94&percnt;e0&percnt;b9&percnt;80&percnt;e0&percnt;b8&percnt;94&percnt;e0&percnt;b9&percnt;87&percnt;e0&percnt;b8&percnt;81-&percnt;e0&percnt;b8&percnt;95&percnt;e0&percnt;b8&percnt;b1&percnt;e0&percnt;b8&percnt;a7&percnt;e0&percnt;b8&percnt;81&sol;" data-order-by&equals;"social" data-numposts&equals;"10" data-width&equals;"100&percnt;" style&equals;"display&colon;block&semi;"><&sol;div><&sol;div><style>&num;wpdevar&lowbar;comment&lowbar;1 span&comma;&num;wpdevar&lowbar;comment&lowbar;1 iframe&lbrace;width&colon;100&percnt; &excl;important&semi;&rcub; &num;wpdevar&lowbar;comment&lowbar;1 iframe&lbrace;max-height&colon; 100&percnt; &excl;important&semi;&rcub;<&sol;style>

O-NETPISAระบบสอบ
Comments (0)
Add Comment