ทรัมป์ ยอมทำการค้ากับ Huawei อีกครั้ง หลังผู้นำสหรัฐและจีนได้มาเจรจาในการประชุม G20

37

ไฮไลต์การประชุมกลุ่มประเทศ G20 หรือประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายนที่ผ่านมา คือ การประชุมนอกรอบของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ เพื่อหย่าศึกสงครามการค้า ที่ถูกล้มโต๊ะเจรจาเมื่อเดือนพฤษภาคม

ผลการเจรจาที่ดูเหมือนว่า ต่างฝ่ายต่างยอมถอยกันคนละก้าว แล้วกลับมาคุยกันใหม่ โดยจีนจะซื้อสินค้าอาหาร และเกษตรปริมาณมหาศาลจากสหรัฐฯ และสหรัฐฯ จะระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% ไว้ก่อน รวมทั้งการยกเลิกการแบน “หัวเว่ย” ที่ห้ามบริษัทสหรัฐฯ ขายสินค้าให้ด้วยข้ออ้างว่า หัวเว่ยเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

การยกเลิกการแบนหัวเว่ย ถือว่าเป็นชัยชนะของจีน ก่อนหน้าการเจรจาจะเริ่มขึ้นมีข่าวว่า จีนตั้งเงื่อนไขไว้ว่า สหรัฐฯ ต้องเลิกแบนหัวเว่ยก่อน จีนจึงจะยอมกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันใหม่

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ อ้างว่า หัวเว่ยเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมของหัวเว่ย อาจถูกใช้เป็นช่องทางจารกรรม หรือเป็นอาวุธในสงครามไซเบอร์ได้ ในขณะที่หัวเว่ยบอกว่า เป็นข้อกล่าวหาลอยๆ ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ การแบนหัวเว่ยเพราะต้องการสกัดกั้นหัวเว่ยไม่ให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม 5จี ที่เทคโนโลยีของหัวเว่ยดีกว่า ถูกกว่าคู่แข่ง ได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

สหรัฐฯ ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า การแบนหัวเว่ยไม่เกี่ยวกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ เป็นเรื่องของความมั่นคงปลอดภัย แต่เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมยกเลิกการแบนหัวเว่ย ก็เป็นการยอมรับไปโดยปริยายว่า การเล่นงานหัวเว่ยเป็นกลยุทธ์ที่สหรัฐฯ ใช้กดดันจีนในเรื่องการค้าด้วย

การแบนหัวเว่ยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนสหรัฐฯ ที่ขายสินค้าให้กับหัวเว่ยโดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตชิพ ที่ใช้ในการประมวลผลของสมาร์ทโฟน ซึ่งปีที่แล้ว ขายสินค้าให้หัวเว่ยมูลค่ากว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์

กูเกิ้ล ที่ประกาศว่า จะไม่ยอมให้หัวเว่ยใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของตน กับสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นใหม่ จะต้องสูญเสียรายได้ที่เป็นค่าสิทธิบัตร หากการแบนหัวเว่ยยังมีผลต่อไป เพราะว่าสมาร์ทโฟนหัวเว่ยมียอดขายมากเป็นที่สองของโลก

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ต่างเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ ทบทวนการแบนหัวเว่ย เพราะในที่สุดแล้ว คนที่จะเจ็บตัวคือ ผู้ประกอบการในซิลิคอน แวลลีย์ ในขณะที่หัวเว่ยไม่ได้แสดงว่า จะเดือดร้อนกับมาตรการของสหรัฐฯ แต่อย่างใด กลับประกาศว่า พร้อมจะนำระบบปฏิบัติการ “หงเมิ่ง” ที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่

การเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ล้มไปเมื่อเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่า ไม่ยอมปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จะแก้ไขกฎหมายที่มีข้อกำหนดให้บริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนในจีน ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ร่วมทุนฝ่ายจีนด้วย สหรัฐฯ ต้องการหลักประกันว่า จีนจะปฏิบัติตามที่รับปากไว้บนโต๊ะเจรจา แต่จีนไม่สามารถรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ เพราะการแก้ไขหรือออกกฎหมายใดๆ เป็นเรื่องอำนาจอธิปไตยที่จีนไม่ยอมให้ประเทศใดมาแทรกแซงได้

ข้อตกลงหย่าศึกที่โอซากาไม่มีเงื่อนไขนี้อยู่ โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ มันอาจจะถูกพูดถึงในการเจรจาที่จะเริ่มขึ้นใหม่ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จีนไม่ยอมแน่นอน

สิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้จากจีน แลกกับการยกเลิกการแบนหัวเว่ย และไม่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีก คือ จีนยอมซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ในปริมาณที่ทรัมป์ใช้คำว่า “มหาศาล”

ผู้ผลิตข้าวโพด ถั่วเหลือง ของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้มาก เพราะจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจาก สหรัฐฯ ตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของอเมริกา และหันไปนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น บราซิล และอาร์เจนตินา

โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องให้เงินอุดหนุนเกษตรกรอเมริกัน เยียวยาความเดือดร้อนที่ส่งออกข้าวโพด และถั่วเหลืองไม่ได้ ปีที่แล้วพันกว่าล้านเหรียญ และปีนี้อีกในจำนวนใกล้เคียงกัน แต่เกษตรกรบอกว่า ไม่อยากได้เงินอุดหนุนของทรัมป์ ซึ่งนำมาจากภาษีของคนอเมริกัน พวกเขาอยากให้จีนเลิกกำแพงภาษีซึ่งหมายความว่า ทรัมป์ต้องยุติสงครามการค้ากับจีนมากกว่า

เกษตรกร และผู้ประกอบการในภาคเกษตรกรรม เป็นฐานเสียงที่สำคัญของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งทรัมป์ต้องการกลับมานั่งในทำเนียบขาวอีก 4 ปีจึงจำเป็นต้องรักษาคะแนนนิยมจากฐานเสียงนี้ไว้

จีนมีความต้องการสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว การกลับไปซื้อข้าวโพด ถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อีก จึงไม่มีผลอะไร เป็นแค่การยกเลิกมาตรการตอบโต้เท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคือ สหรัฐฯ ยอมยกเลิกการแบนหัวเว่ย ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก เป็นชัยชนะของจีนในสงครามการค้ายกที่สอง

Facebook Comments
Source mgronline

Leave A Reply

Your email address will not be published.